2007/Feb/03

[คลิ๊กเพื่อย้อนกลับไปอ่านส่วนแรกของ เล่ม 7 บทที่ 3]



Someone please tell me how the heck do you pay attention in class! I’ll admit that I’m an easily distracted person, so if anyone has a way to memorize everything being said in class, please let me know. It doesn’t matter if it’s only half of what’s being taught, it’s always better than not knowing anything at all. I know that notes are the way to go, but even so, there must be some catch to being able to sit down quietly and take down notes. Anyone know the trick here?

ใครก็ได้ช่วยบอกผมที ว่าคุณตั้งใจเรียนได้ยังไง ! ผมยอมรับนะว่าผมเป็นคนที่วอกแวกได้ง่ายๆ ดังนั้นถ้ามีใครมีวิธีจดจำทุกๆ สิ่งที่ (อาจารย์) พูดในห้องเรียน ช่วยบอกให้ผมรู้ที. มันไม่สำคัญหรอกถึงแม้มันจะได้สักแค่ครึ่งเดียวที่ (อาจารย์) สอน มันก็ยังดีกว่าจะไม่รู้อะไรสักอย่างแหละ. ผมรู้ว่าการจดโน้ตก็เป็นวิธีหนึ่ง แต่ก็นั่นล่ะ มันต้องมีหนทางทำให้สามารถนั่งลงเงียบๆ และจดโน้ตได้สิ. ใครมีวิธีพลิกแพลงให้บ้างไหม ?

This is what someone once told me: “There’s no need to pay attention in class, all you have to do is not think about anything else unrelated to class”, or something of the sort. In other words, all I had to do was to not think of anything else. Since my ears would definitely be bored by then, they would have no choice but to listen to what the teacher had to say, and hence I would be able to understand what the teacher was trying to convey. It seems logical, right?

เคยมีใครบางคนเคยบอกผมไว้. "มันไม่จำเป็นต้องตั้งใจเรียนหรอก สิ่งที่นายต้องทำก็แค่ไม่ไปคิดเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน" หรืออะไรประมาณนั้น. หรือจะพูดอีกแบบก็ สิ่งที่ผมต้องทำก็แค่ไม่ไปคิดเรื่องอื่นๆ. เพราะหูของผมชักจะเบื่อๆ ไปเรียบร้อยแล้ว พวกมันเลยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะฟังในสิ่งที่อาจารย์พูด และด้วยเหตุนี้แหละ ผมน่าจะสามารถเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์พยายามจะสื่อได้. มันเป็นเหตุเป็นผล ใช่มะ ?

Well, I guess it’s worth a shot. After all, the one who had passed down this sacred technique to me was none other than Haruhi herself and it was probably a technique from the long-lost Hiten-Haruhi-Ryu.

ก็ดี ผมคิดว่ามันคุ้มที่จะลองดูซะหน่อย. จะยังไง คนผู้ที่สืบทอดเทคนิคศักดิ์สิทธิ์นี้ให้แก่ผมก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวฮารุฮิเอง และมันก็น่าจะเป็นเทคนิคจาก [long-lost Hiten-Haruhi-Ryu] (ศัพท์เทคนิคญี่ปุ่น Hiten = correction marks , Ryu = มังกร , Haruhi=ฮารุฮิ ประมาณว่า เทคนิค/ท่าไม้ตายลับของฮารุฮิ)

The catch was this: I was fine with not paying attention in class, but it was almost impossible to not think of anything else, and even if I did, would life be happy that way? I don’t think Haruhi would want to lead that kind of boring, mundane life. As I started to gradually doubt her words, I suddenly recalled that her results were top notch, a huge contrast with reality.

สิ่งที่เข้าใจเป็นแบบนี้ : ผมก็สบายดีที่ไม่ใส่ใจในห้องเรียน แต่มันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะไม่ไปคิดถึงเรื่องอื่นๆ และถึงแม้ผมจะใส่ใจ ชีวิตแบบนั้นจะมีความสุขเหรอ ? ผมไม่คิดว่าฮารุฮิจะต้องการชักนำสู่ชีวิตที่น่าเบื่อ และธรรมดาๆ เช่นนั้น. ขณะที่ผมเริ่มจะสงสัยถ้อยคำของเธอขึ้นทีละน้อย จู่ๆ ผมก็จำได้ว่าผลการเรียนของเธออยู่ในระดับหัวแถว แตกต่างจากความเป็นจริงสิ้นดี.

Trying not to think of anything else right now was plainly futile. Admittedly, I had one less problem to worry about now thanks to that scroll of old parchment. Haruhi’s melancholy had magically evaporated after receiving that old map, thus saving the world from huge blue giants was something that I did not need to worry about.

พยายามจะไม่ไปคิดเรื่องอื่นๆ ที่เป็นเรื่องไม่สำคัญในตอนนี้. เป็นที่ยอมรับว่า ผมมีปัญหาน้อยลงไปเรื่องหนึ่งแล้วนี่ต้องขอบคุณม้วนแผ่นกระดาษหนังเก่าๆ นั่น. ความเศร้าหมองของฮารุฮิได้มลายหายไปราวต้องมนตร์หลังจากได้รับแผนที่เก่าๆ นั่น ดังนั้นการปกป้องโลกจากยักษ์สีฟ้าตัวมหึมาก็เป็นเรื่องที่ผมไม่จำเป็นต้องไปกังวล.

What I did need to think about, though, were those three letters from Asahina-san (Big). It was something that concerned both Asahina-san (Future) and me, something that we needed to accomplish before the designated day. It wasn’t something that I could idle about, and even if I were to rush out of the classroom right now, it would be the first thing on my mind that I had to accomplish…

สิ่งที่ผมต้องคิด ก็คือ เจ้าจดหมายสามฉบับจากอาซาฮินะ(ใหญ่). มันเป็นบางอย่างที่เกี่ยวพันกับทั้งอาซาฮินะ (อนาคต) และตัวผม บางอย่างที่พวกเราจำเป็นต้องทำให้เรียบร้อยก่อนวันที่กำหนด. มันเป็นอะไรบางอย่างที่ผมไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้ได้ และถึงแม้ผมจะต้องรีบออกไปจากห้องเรียนในตอนนี้ มันก็ยังเป็นสิ่งแรกในความคิดที่ผมจะต้องจัดการให้เสร็จ...

Gah, with such thoughts in mind, how can you blame me for not understanding what the teacher had to say?

หว๋า ด้วยเรื่องต่างๆ ที่มีอยู่ในความคิดผม คุณยังจะโทษผมที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์พูดอีกหรือ ?

After school, Haruhi forcefully dragged me into the club room, just like a fish being dragged away by a fisherman’s net.

หลังโรงเรียนเลิก ฮารุฮิใช้กำลังลากผมเข้าไปในห้องชมรม เหมือนอย่างกับปลาที่โดนลากอยู่ในแหอวนของชาวประมง.

Thanks to Tsuruya-san, I couldn’t use Shamisen as an excuse to skip club activities anymore. And since I had no other matters today, I was forced to follow her into the club room.

ต้องขอบคุณสซึรุยะ ผมไม่สามารถใช้ซามีซันเป็นข้ออ้างโดดกิจกรรมชมรมอีกต่อไป. และเพราะผมไม่มีธุระอื่นในวันนี้ ผมเลยโดนบังคับให้ตามเธอเข้าไปในห้องชมรม.

The orders from the future explicitly stated that I would be very free for today and for tomorrow. It was only the day after tomorrow, and the day after that, that I would be very busy. It was easy to see why. There were two days of holidays, followed by a Sunday, making it a consecutive three days without the need to go to school. And since there was an extra day that students didn’t need to come to school because of the entrance exams, it meant that I would have a long, four day holiday period.

คำสั่งจากอนาคตเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าผมจะว่างมากๆ ในวันนี้และวันพรุ่งนี้. จะมีก็แค่เพียงวันถัดจากวันพรุ่งนี้ และวันหลังจากนั้น ที่ผมน่าจะยุ่งมาก. มันช่างง่ายที่จะรู้เหตุผล. มีวันหยุดอยู่สองวัน ตามด้วยวันอาทิตย์ ทำให้มันเป็นเวลาต่อเนื่องสามวันที่ไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียน. และเนื่องจากมีวันพิเศษหนึ่งวันที่เหล่านักเรียนไม่จำเป็นต้องมาโรงเรียนเพราะเป็นวันสอบเอ็นทรานซ์ มันก็หมายความว่าผมจะมีช่วงวันหยุดยาวๆ สี่วันเชียวล่ะ.

Time travelers seemed to like using shoe lockers as mailboxes. Was there a problem with handing the letters directly to me? I had many questions to ask Asahina-san (Big), after all.

ดูเหมือนนักเดินทางข้ามเวลาชอบใช้ตู้เก็บรองเท้าประหนึ่งกล่องจดหมาย. มันมีปัญหาอะไรนะ ถึงไม่ส่งจดหมายตรงๆ ให้กับผม ? ไม่ว่ายังไง ผมก็มีคำถามหลายๆ ข้อที่อยากจะถามอาซาฮินะ (ใหญ่).

I had thought of the above problems while I was in class, and I hadn’t thought of a solution even as I now gradually approached the literature club.

ผมคิดเกี่ยวกับคำถามข้างบนระหว่างที่ผมอยู่ในชั้นเรียน และผมก็ไม่สามารถคิดคำตอบออกมาแม้กระทั่งตอนนี้ ที่ผมค่อยๆ เข้าไปใกล้ห้องชมรมวรรณกรรม.

“Yo! Sorry for the wait!”

"ดีจ้ะ! โทษที่ทำให้ต้องรอนะ ! "

With an energetic shout, Haruhi pushed open the doors to the club room, while dragging me by the collar. For some reason, I felt extremely nostalgic at that gesture, as if I hadn’t experienced it in a long, long time. Perhaps it was due to my three days absence from the club room. Even if it was only three days, I had started to miss this place like an old exile yearning for his homeland. Once I entered the club room, I felt like I was finally back home.

พร้อมด้วยการตะโกนอย่างกระตือรือร้น ฮารุฮิผลักประตูห้องชมรมให้เปิดออก พร้อมกับลากผมที่คอเสื้อ. ด้วยเหตุผลบางอย่าง ผมรู้สึกคิดถึงท่าทางแบบนี้อย่างมาก เหมือนกับผมไม่ได้ประสพการณ์มันมานาน มากแล้ว. บางทีมันอาจเพราะช่วงเวลาสามวันที่ผมขาดจากห้องชมรมไป. ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่สามวัน ผมก็เริ่มคิดถึงสถานที่นี้เหมือนคนแก่ผู้ถูกเนรเทศคิดถึงบ้านเกิดตัวเอง. เหมือนผมเข้าสู่ห้องชมรม ผมก็รู้สึกเหมือนผมกลับมาถึงบ้านในที่สุด.

Trying to shake off these weird feelings, I closed the doors that Haruhi had conveniently left open, and looked at each brigade member’s face.

พยายามจะเขย่าความรู้สึกประหลาดเหล่านั้นออกไป ผมปิดประตูที่ฮารุฮิเปิดทิ้งไว้และมองที่ใบหน้าของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม.

The first person I saw was the sailor-uniform clad first year, who was sitting in the corner reading a book, just like always.

คนแรกที่ผมมองเห็นแต่งตัวอยู่ในชุดเครื่องแบบกลาสี กำลังนั่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ที่มุม ดั่งเช่นเสมอมา.

Nagato looked at Haruhi and me with her expressionless poker face, before turning back to her book. No extra gestures or “welcome back” speeches, this was the Nagato I had come to know, the goddess silently sitting in a corner of the club room reading a book.

นากาโตะมองที่ฮารุฮิและผมด้วยสีหน้าเฉยเมยไร้อารมณ์ ก่อนที่จะหันกลับไปที่หนังสือของเธอต่อ. ไม่มีท่าทางพิเศษหรือคำพูด "ยินดีต้อนรับกลับมา" นี่แหละ นากาโตะที่ผมรู้จัก เทพธิดาแห่งความเงียบ กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่มุมหนึ่งของห้องชมรม.

“Hey, long time no see.”

"นี่ ไม่ได้เจอกันนานนะ. "

Sitting by the table and playing with a carom board all by himself was Koizumi, the one who always wore a smile, and whose words you never knew when to trust. “How’s Shamisen-One? If it’s possible, I would like to arrange for one of my friend’s relatives to see him. You see, my friend’s relative in question operates an animal clinic, and I’ve heard it’s a very good one.”

กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะและเล่น carom board (เกมกระดานรูปแบบหนึ่ง) กับตัวเองอยู่ก็คือโคอิซึมิ ผู้ซึ่งยิ้มแย้มอยู่เสมอ และมีคำพูดซึ่งคุณไม่มีทางรู้เลยว่าควรจะเชื่อมันเมื่อไหร่. "ซามีซันเป็นไงบ้างล่ะ ? นี่ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากจะนัดเวลาให้คนรู้จักของเพื่อนผมคนหนึ่งได้เจอมันหน่อย. คุณรู้ไหม คนรู้จักของเพื่อนผมเปิดคลินิกรักษาสัตว์เลี้ยงอยู่ และผมได้ยินมาว่าเป็นคลินิกที่ดีทีเดียวด้วย. "


Like I’m going to buy that. It’s not like the first day I’ve met you anyway.

คิดว่าผมจะเชื่อแบบนั้นเหรอ. มันไม่ใช่ว่าผมเพิ่งเจอนายวันแรกหรอกนะ.

“Hmm, it seems that you’ve got many friends in various fields, Koizumi.”

"ฮืม ดูเหมือนนายจะมีเหมือนมากมายในหลายๆ สาขาเลยนะ โคอิซึมิ. "

Koizumi gently flicked a carom piece with his finger. “That’s how legends are created, right? From the friends I’ve known, and from the friends my friends have known, the only friends I don’t have are…”

โคอิซึมิพลิกเม็ด carom ด้วยนิ้วของเขา. "ก็เรื่องมันสร้างมาแบบนั้นนี่ จริงไหม ? จากเพื่อนที่ผมรู้จัก และจากเพื่อนที่ เพื่อนผมรู้จัก เพื่อนที่ผมไม่มีก็มีแค่..."

Koizumi gracefully retraced his hands and said elegantly, as if rehearsing for a play:

โคอิซึมิปล่อยมือของเขาอย่างสง่างามและพูดอย่างงดงาม เหมือนกำลังซ้อมบท :

“People who are not native to this world.”

"ผู้ซึ่งไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้ตามธรรมชาติ. "

Come off it. I’ve already known of aliens, time travelers and espers. With such a wide social circle, I really think I’m better off not knowing of any sliders, because the appearance of one would be sure to give me a headache.

อย่าล้อเล่นน่า ! ตอนนี้ผมได้รู้จักมนุษย์ต่างดาว นักท่องกาลเวลาและผู้มีพลังพิเศษ. ด้วยสังคมวงกว้างแบบนั้น ผมคิดจริงๆ เลยว่าผมควรจะไม่ไปรู้จักผู้เดินทางข้ามมิติดีกว่า เพราะถ้าปรากฎออกมาสักคน ก็แน่นอนเลยว่าต้องทำให้ผมปวดหัวแน่.

Koizumi gave me a soft laugh, signaling the end of our conversation. Even Haruhi had begun to turn her head in our direction in amusement.

โคอิซึมิหัวเราะเบาๆ ให้กับผม เป็นสัญญาณสิ้นสุดบทสนทนาของพวกเรา. เพราะแม้ฮารุฮิก็เริ่มจะหันหน้ามายังทิศทางของพวกเราแล้วด้วยความสนใจ.

“I heard that there would be a meeting today.”

"ผมได้ยินมาว่าวันนี้จะมีนัดประชุม . "

“Yes, you’re right. An emergency meeting, for that matter.”

"ใช่ นายพูดถูก. ประชุมด่วน เพราะเรื่องนั้น. "

Haruhi said as she took her place by the Brigade Commander’s table.

ฮารุฮิพูดขึ้นขณะที่เธออยู่ที่โต๊ะผู้บัญชาการกลุ่มของเธอ.

“Mikuru-chan, tea.”

"มิคุรุ ขอชา. "

“Okay.”

"จ้ะ. "

With a pitter-patter, Asahina-san came running to Haruhi dressed in her cute maid uniform. It was Asahina-san, alright.

อาซาฮินะสวมอยู่ในชุดเครื่องแบบสาวใช้ที่น่ารักของเธอ วิ่งไปที่ฮารุฮิด้วยเสียงดังเปาะแปะ. ใช่แล้ว เธอคืออาซาฮินะ.

Wait, that’s strange. Shouldn’t it only be natural that I see Asahina-san here at the club room? Hmm…

เดี่ยวก่อน แปลกจัง. มันไม่น่าเป็นเรื่องธรรมดานี่ ที่ผมเห็นอาซาฮินะอยู่ที่นี่ ในห้องชมรม ? ฮืม...

“Erm…” I stuttered.

"อืมม.." ผมพึมพำ.

It seems that I need some time to reorganize the cluttered thoughts in my brain. The Asahina-san standing here is different from the current Asahina-san sitting in Tsuruya-san’s house. This is not the Asahina-san from further in the future, but rather the Asahina-san from the closer future.

ดูเหมือนผมจำเป็นต้องใช้เวลาสักพักในการเรียบเรียงความคิดที่ยุ่งเหยิงในสมอง. อาซาฮินะที่ยืนอยู่ที่นี่ แตกต่างจากอาซาฮินะที่กำลังนั่งอยู่ในบ้านของสซึรุยะ. อาซาฮินะคนนี้ไม่ใช่อาซาฮินะจากอนาคตที่ไกลออกไป แต่เป็นอาซาฮินะจากอนาคตที่ใกล้กว่า.

“Erm… Kyon-kun…”

"เอ่อ... คิยอน..."

Asahina-san said while clumsily filling the kettle with hot water. She looked at me with a look of concern. It was exactly the same look that the other Asahina-san had given me three days ago. Wait, that’s to be expected since they’re one and the same. Oh, what am I saying? I pushed those thoughts out of my mind as I braced myself for what Asahina-san had to say.

อาซาฮินะพูดขึ้นระหว่างที่เติมน้ำร้อนลงในกาน้ำชาอย่างเก้ๆ กังๆ. เธอมองที่ผมด้วยท่าทางเป็นห่วง. มันเป็นแบบเดียวกันกับที่อาซาฮินะอีกคนแสดงให้กับผมเป๊ะ.เดี๋ยวสิ นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่คาดได้สิ เพราะพวกเธอเป็นคนๆ เดียวเหมือนกันนี่. โอ๊ะ นี่ผมกำลังพูดอะไรอยู่ ? ผมผลักความคิดต่างๆ ออกจากหัวผมและเตรียมใจสำหรับสิ่งที่อาซาฮินะจะพูด.

“How’s Shamisen? Was he sick because we brought him to a place too cold for him when it was already cold enough outside?”

"ซามีซันเป็นยังไงบ้าง ? มันป่วยเพราะพวกเราพามันไปที่ๆ หนาวเกินไปสำหรับมันตอนที่มันหนาวมากอยู่แล้วเหรอ ? "

“Well, no…”

"ก็ เปล่านะ..."

I could finally confirm that this Asahina-san knew nothing about the future, or at least, until… Erm… The evening five days later. After that, she would probably have to face an entire set of ordeals.

ที่สุดผมก็สามารถยืนยันได้ว่าอาซาฮินะคนนี้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอนาคตเลย หรืออย่างน้อยๆ ก็กระทั่ง เอ่อ... ตอนเย็นของอีกห้าวันถัดไป. จากนั้น เธอน่าจะเผชิญกับประสพการณ์แสนสาหัสทั้งชุด.

How do you put it, it was already meant to be? Gah, this is annoying.

ไม่ว่าคุณจะเรียกมันยังไง มันก็เกิดขึ้นแล้วนี่ ? นี่ช่างน่ารำคาญชะมัด.

“Shamisen’s already okay. He’s been better since yesterday, seeing that he was already rolling around energetically by that time.”

"ซามีซันตอนนี้ก็หายแล้วล่ะ. มันอาการดีขึ้นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ดูจากที่มันกลิ้งไปทั่วอย่างกระฉับกระเฉงน่ะ. "

“Is that so? That’s just great.”

"เป็นแบบนั้นเหรอ ? ดีจัง. "

Asahina-san said as she revealed a beautiful smile. Seeing this made me even more uneasy. Shamisen’s illness was just a big fat lie, this I’m sure Asahina-san (Michiru) knew. But since she didn’t say anything, this Asahina-san probably had no clue it was just a lie. I felt as if I had betrayed her trust, and had a sudden sense to apologize to her immediately.

อาซาฮินะพูดพร้อมกับเผยรอยยิ้มแสนสวยงาม. ได้เห็นแบบนี้ยิ่งทำให้ผมไม่สบายใจ. การป่วยของซามีซันเป็นแค่การโกหกคำโต นี่ผมมั่นใจว่าอาซาฮินะ(มิจิรุ) รู้. แต่เพราะเธอไม่ได้พูดอะไรเลย อาซาฮินะคนนี้เลยน่าจะไม่รู้ว่ามันเป็นแค่เรื่องโกหก. ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมทรยศต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของเธอ และก็รู้สึกขอโทษเธอเกิดขึ้นในทันที.

“Let me play with him a little bit more. Shamisen’s just so cute.”

"ให้ฉันเล่นมันมันอีกสักหน่อยเถอะ. ซามีซันช่างน่ารัก. "

There’s nothing cuter than you. Even if you were locked in some dark corner of the Milky Way for five hundred years, you would still be just as cute. But if you’re going to use Shamisen as an excuse to come visit my home, you’re more than welcome. Besides, Shamisen has been frequently bringing that black cat he calls his girlfriend back home lately. Maybe they were using visiting me as an excuse?

ไม่มีอะไรขึ้นจะน่ารักไปกว่าเธออีกแล้ว. ถึงแม้ว่าเธอจะถูกขังอยู่ในมุมมืดของทางช้างเผือกเป็นเวลาห้าร้อยปี เธอก็ยังจะน่ารัก. แต่ถ้าเธออยากจะใช้ซามีซันเป็นข้ออ้างเพื่อจะได้แวะเยี่ยมบ้านผม ก็ยิ่งกว่ายินดีต้อนรับอีก. นอกจากนี้ ล่าสุดซามีซันก็มักจะพาเอาเจ้าแมวสีดำที่มันเรียกว่า แฟนมัน กลับมาที่บ้าน บางทีพวกมันอาจจะใช้ข้ออ้างว่ามาเยี่ยมผมก็ได้ ?

“Ah, well… That’s just fine… Ah!”

"อ่ะ จ้ะ... ดีจ้ะ... อ๋า ! "

Asahina-san yelped as she suddenly jumped.

อาซาฮินะครางพร้อมกับที่จู่ๆ ก็โดดขึ้น.

“The tea spilt…”

"ชาล้น... "

Overflowed would be the word. Since she was too busy talking with me about Shamisen, Asahina-san hadn’t noticed that the kettle was already full. However, this seemed to suit Haruhi’s “clumsy maid” idea, as she looked at Asahina-san with her arms crossed, apparently glad at the sight of her cleaning up the spilt tea.

ที่ล้นเกินไปน่าจะเป็นคำพูด. เพราะเธอมัวแต่พูดคุยกับผมเรื่องซามีซัน อาซาฮินะจึงไม่ทันสังเกตุว่ากาน้ำชาได้เต็มแล้ว. จะยังไงก็ตาม นี่เหมือนว่าจะเข้าใจความคิดของฮารุฮิ ที่ว่า "สาวใช้จอมซุ่มซ่าม" เพราะเธอกอดอก มองที่อาซาฮินะ ท่าทางดีใจที่ได้เห็นเธอทำความสะอาดน้ำชาที่ล้น.

I pulled out one of those steel foldable chairs, and took my seat by Koizumi’s side. Haruhi radiated an aura of superiority, but was oddly quiet, as if she had wanted to wait until we had all settled down before making her grand announcement.

ผมดึงเอาเก้าอี้เหล็กที่พับได้ออกมาตัวหนึ่ง และตั้งลงนั่งข้างๆ โคอิซึมิ. ฮารุฮิแผ่รังสีของผู้บังคับบัญชา แต่ก็เงียบอย่างประหลาด เหมือนว่าเธออยากจะรอให้พวกเราทั้งหมดนิ่งเสียก่อน ที่จะทำการประกาศครั้งใหญ่.

“Sorry for the wait.”

"ขอโทษที่ทำให้ต้องรอนะ. "

Asahina-san said as she placed two steaming cups of tea onto the tray, before handing them to both me and Haruhi. I had a feeling that Haruhi would wait until I had finished drinking my tea before making her announcement, since she had no intention of standing up. After downing her steaming tea, Haruhi leaned back on her chair as she turned the computer on, and while waiting for the computer to boot, flipped some magazines on the table. Both of us locked eyes once in a while, and every time we did so, she would have a different expression on her face. She would sometimes seem strict and sometimes laugh evilly. Talk about having a hundred faces. Was this the dreaded calm before the storm?

อาซาฮินะพูดขณะที่เธอวางถ้วยชาที่ควันฉุยสองถ้วยลงในถาด ก่อนที่จะยื่นมันให้ทั้งผมกับฮารุฮิ. ผมมีความรู้สึกว่าฮารุฮิจะรอจนกระทั่งผมดื่มชาเสร็จก่อนที่จะทำการประกาศ เพราะเธอไม่สนใจจะลุกขึ้นยืน. หลังจากจิบชาควันฉุยของเธอ ฮารุฮิก็เอนลงไปบนเก้าอี้ของเธอ พร้อมกับเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ และขณะที่รอให้เครื่องคอมพิวเตอร์บู้ทเสร็จ ก็พลิกๆ ดูนิตรสารบนโต๊ะ. เราทั้งคู่สบตากันอยู่พักหนึ่ง และทุกครั้ง เธอจะมีการแสดงออกบนใบหน้าต่างๆ กัน. บางครั้งเธอดูเหมือนจะเข้มงวด และบางครั้งกลับหัวเราะอย่าง