2007/Jan/25

[ย้อนกลับไปหน้าหลัก เล่ม 7]



The next day.

วันถัดมา.

“Please scale the mountain. There you will encounter an oddly shaped rock. Move this rock approximately three meters to the west and leave it there. Asahina Mikuru knows what to do. Since it will be pitch dark after nightfall, it is advised that you go there before the sun sets.”

"ไปไต่เขา แล้วเธอจะเจอกับก้อนหินรูปร่างประหลาดๆ ก้อนหนึ่ง. ขยับหินก้อนนั้นไปทางทิศตะวันตกประมาณสามเมตรและปล่อยมันไว้ตรงนั้น. อาซาฮินะ มิคุรุรู้ว่าจะต้องทำยังไง. และเพราะว่ามันจะมืดมากในตอนพลบค่ำ จึงขอแนะนำว่าให้เธอไปที่นั่นซะก่อนที่พระอาทิตย์จะตก.

After tearing open yet another letter in the washroom, I was once again greeted with more strange instructions. Similar to yesterday’s letter, there were strange scribbles beneath it, and the word “rock” was circled, as if emphasizing that specific word.

หลังจากฉีกเปิดซองจดหมายอีกฉบับในห้องน้ำ ก็เป็นอีกครั้งแล้วที่ผมได้รับการทักทายจากคำแนะนำแปลกๆ. ก็เป็นเหมือนกับจดหมายฉบับเมื่อวานนี้ เพราะมีสัญลักษณ์แปลกๆ อยู่ข้างล่างมัน และคำว่า "ก้อนหิน" ถูกวงเอาไว้ เหมือนจะเน้นคำนั้นโดยเฉพาะ.

So I decided that today I would head straight back home.

ดังนั้นผมก็เลยตัดสินใจว่าวันนี้ผมจะตรงกลับบ้านเลย.

“Even though it’s fine with me…”

"ถึงแม้ว่ามันจะไม่เป็นไรสำหรับผม..."

But what in the world was this? Rocks atop mountains? What mountain? What rock? The only mountain I had heard from Asahina-san recently was…

แต่นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? หินบนภูเขา ? ภูเขาลูกไหนล่ะ ? แล้วก้อนหินก้อนไหน ? ภูเขาลูกเดียวที่ผมเคยฟังๆ จากอาซาฮินะเมื่อไม่นานมานี้ก็คือ...

I started to feel my head spin.

ผมเริ่มรู้สึกหัวหมุน.

“That damned treasure hunt.”

"ล่าขุมทรัพย์ห่วยแตกนั่น. "

According to Asahina-san, we would spend our holidays treasure-hunting. And that would be the day after tomorrow. Tsuruya-san was said to have a mountain behind her house, and if that was so, she would still be involved. That girl bought the story of the two Asahina-sans without question, as she continued to smile before me and Haruhi. That’s what worries me the most. Even if it was a sticky matter for Koizumi, I could still ignore it for the time being, and that’s exactly what I did.

ตามที่ได้ฟังจากอาซาฮินะ พวกเราจะใช้ช่วงเวลาในวันหยุดทั้งหลายของพวกเราในการล่าขุมทรัพย์. และนั่นก็คงเป็นช่วงหลังจากวันพรุ่งนี้. สซึรุยะบอกว่ามีภูเขาอยู่ลูกหนึ่งอยู่ข้างหลังบ้านของเธอ และถ้าเป็นแบบนั้น เธอก็น่าจะมีส่วนร่วมด้วย. เธอคนนั้นเชื่อเรื่องอาซาฮินะฝาแฝดอย่างไม่ข้องใจเลย เพราะเธอก็จะยิ้มแย้มต่อหน้าผมและฮารุฮิ. นั่นสิ่งที่ทำให้ผมเป็นกังวลอยู่มากที่สุด. เรื่องยุ่งยากต่างๆ จากโคอิซึมิ ผมยังสามารถเมินๆ มันไปก่อนได้ช่วงหนึ่ง และผมคงทำแบบนั้นแน่ๆ.

“So that is to say that Haruhi should be back to her usual self any time soon.”

"งั้นมันก็น่าจะสรุปได้ว่าฮารุฮิน่าจะกลับสู่สภาพปกติของเธอในเวลาใกล้ๆ นี้แล้วมั้ง."

I walked to the classroom as I predicted her reaction. The map was currently in Tsuruya-san’s possession, and two days later we would be on a treasure hunt. That means that Haruhi would probably obtain this map in two days time, most likely tomorrow. I hadn’t detected any sense of excitement in Tsuruya-san last evening. Does this mean that she hadn’t found the map then? Or was she just keeping quiet? Knowing Tsuruya-san, she would be one to give me the map for safe keeping, and tell me to pass it to Haruhi, if she had already found it.

ผมเดินไปสู่ห้องเรียน พร้อมๆ กับคาดเดาท่าทางของเธอ. แผนที่ซึ่งปัจจุบันอยู่ในการครอบครองของสซึรุยะ และอีกสองวันให้หลัง พวกเราจะต้องไปล่าขุมทรัพย์. นั่นหมายความว่าฮารุฮิจะได้รับแผนที่ภายในสองวันนี้ น่าจะเป็นวันพรุ่งนี้มากกว่า. เมื่อเย็นวานผมไม่เห็นสซึรุยะมีท่าทางตื่นเต้นอะไรสักนิด. นี่น่าจะหมายความว่าเธอยังไม่เจอแผนที่มั้ง ? หรือเธอแค่ทำอุบเงียบไว้ ? แต่เพราะรู้จักกับสซึรุยะดี เธอน่าจะเป็นคนที่ให้แผนที่กับผมเพื่อให้เก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย และบอกให้ผมส่งมันต่อให้ฮารุฮิ ถ้าเธอเจอมันแล้วนะ.

“Hey, Haruhi.”

"ไง ฮารุฮิ. "

Just as I expected, she was already in the classroom, remaining as quiet as Nagato, like a normal high school student full of melancholy.

เป็นแบบที่ผมกะไว้ เธออยู่ในห้องเรียนแล้ว และยังคงเงียบๆ เหมือนนากาโตะ เหมือนกับเด็กนักเรียน ม ปลาย ธรรมดาๆ ที่กำลังหม่นหมองคนหนึ่ง.

“How’s Shamisen?”

"ซามีซันเป็นไงบ้างล่ะ ? "

She didn’t even bother to look at me as she continued to stare outside the window. She didn’t look too happy.

เธอไม่สนจะหันมามองผม เพราะเธอยังคงจ้องออกไปนอกหน้าต่าง. ท่าทางไม่ค่อยมีความสุขเท่าไร.

“Oh, he’s still okay.”

"มันก็ยังโอเคอยู่นะ. "

“Is that so. Well, that’s good I guess.”

"เป็นงั้นเหรอ. อืม งั้นก็ดีแล้วมั้ง ฉันว่า. "

Her breath condensed on the window and made it cloudy. Using her index finger, she began tracing patterns on the window.

ลมหายใจของเธอกลั่นตัวบนกระจกหน้าต่างและทำให้มันขุ่นขาว. เธอเริ่มใช้นิ้วชี้ ลากเป็นรูปต่างๆ บนหน้าต่าง.

That’s weird. Being able to have a normal conversation like this with Haruhi was even more rare than seeing Nagato not reading in the club room. This made me feel anxious, as if some feeling of uneasiness was slowly creeping upon me. It couldn’t be the doing of some unknown aliens, could it?

นี่มันแปลกจริง. พูดคุยแบบธรรมดาๆ เช่นนี้กับฮารุฮิได้ มันหายากกว่าเห็นนากาโตะไม่อ่านหนังสืออยู่ในห้องชมรมซะอีก. นี่ทำให้ผมรู้สึกวิตก เพราะรู้สึกไม่สบายใจอะไรบางอย่างได้ค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่ตัวผม. นี่คงไม่ใช่การกระทำของมนุษย์ต่างดาวบางตัวที่ไม่รู้จักหรอกนะ หรือไง ?

“What’s the matter? You look down.”

"มีอะไรงั้นเหรอ ? เธอซึมๆ นะ.

Haruhi snorted in reply.

ฮารุฮิหายใจแรงๆ เป็นการตอบ.

“What are you talking about; I’ve always been like this. It’s just that I’ve been doing a lot of thinking lately. Tomor…”

"นายพูดอะไรน่ะ ฉันก็เป็นแบบนี้ตลอดแหละ. ก็แค่ช่วงนี้ฉันต้องคิดอะไรเยอะแยะ. พรุ่ง... "

Just as I was expecting her to go on, she abruptly shut her mouth and stared at me.

ตอนที่ผมกะว่าเธอจะว่าไงต่อ ฉับพลันเธอก็ปิดปากของเธอสนิทและจ้องที่ผม.

“You’re one to ask. Not coming to the club room again today?”

"นายน่ะแหละเป็นคนที่ต้องโดนถาม. วันนี้ก็จะไม่ไปที่ห้องชมรมอีกใช่ไหม ? "

Haruhi revealed a face that clearly said “It doesn’t matter whether you come or not”. I didn’t care, though. To me, it was a great opportunity to chat with her.

ฮารุฮิแสดงหน้าตาบ่งบอกว่า "ไม่สนหรอกว่านายจะมาหรือไม่มา" . ผมไม่สนสักนิด สำหรับผมแล้ว นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้บอกกับเธอ.

“Shamisen’s easily bored. And since I can’t entrust him to my sister, I’ll have to take full responsibility of taking him to the vet again.”

"ซามีซันเบื่อได้ง่ายๆ. และเพราะผมไม่สามารถไว้ใจปล่อยมันให้น้องสาวของผมได้ ผมเลยต้องรับผิดชอบเต็มๆ ในการพามันไปหาสัตว์แพทย์อีกรอบ. "

“Hmm, I think that’s great.”

"ฮืม ฉันว่าแบบนั้นก็ดี. "

Even more surprising was that even though Haruhi wore a scowl on her face, I could sense that she was in a pretty good mood.

สิ่งที่ทำให้แปลกใจมาก ก็คือถึงแม้ว่าฮารุฮิจะทำหน้าบึ้งตึง แต่ผมก็สามารถรู้ว่าเธอกำลังอารมณ์ดีมาก.

“When you’re sick, it’s only natural to rely on someone. When he’s all better, be sure to take him out to play. I too wish to play with a fully recovered Shamisen soon.”

"เมื่อนายป่วย มันก็ธรรมดาที่จะต้องพึ่งใครสักคน. ถ้ามันดีขึ้นแล้ว ก็อย่าลืมพามันออกไปเล่นบ้างนะ. ฉันก็หวังจะได้เล่นกับซามีซันที่หายดีแล้ว เร็วๆ เหมือนกัน. "

To Haruhi, Shamisen might have very well become a brigade member already. Asking me to take care of him, and take him away when she felt like playing with him, that was Haruhi for you, all right. Still, I felt that it would be a good experience for both Shamisen and me to let him go over to her place for one week.

สำหรับฮารุฮิ ซามีซันต้องกลายเป็นสมาชิกกลุ่มเต็มตัวไปเรียบร้อยแล้ว. ขอให้ผมดูแลมัน และพามันมาตอนที่เธออยากจะเล่นกับมัน ใช่ล่ะ ฮารุฮิชอบแกแล้ว. ยังไง ผมก็รู้สึกว่ามันคงเป็นประสพการณ์ดีๆ สำหรับซามีซันกับตัวผมที่จะได้พามันไปที่สถานที่ของเธอสักสัปดาห์หนึ่ง.

“I’ll think about it.”

"ผมจะลองคิดดูนะ. "

Looking up at the sky, Haruhi once again began blowing at the window pane.

กำลังมองขึ้นไปบนท้องฟ้า, ฮารุฮิเริ่มจะเป่าลมใส่กระจกหน้าต่างอีกครั้ง.


Since everyone wishes for lessons to end faster anyways, I didn’t feel how slow the flow of time really was.

เพราะทุกคนต่างก็หวังจะให้จบบทเรียนเร็วๆ กันทั้งนั้น ผมไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเวลามันเดินช้าแค่ไหน.


All I did was silently pray under my breath that my teachers not ask me to answer any questions, as I mechanically flipped the pages, not paying attention to what was going on. Thinking back about it, it was normal to showcase such behavior. Even though it wasn’t a good thing to do, and was probably the reason why my grades suffered so phenomenally, it was nevertheless typical. Feeling dread about the troublesome things I had to do after school, I consoled myself by thinking about how bad Taniguchi’s results were compared to mine. Hey, give me a break already.

ทั้งหมดที่ผมทำ ก็แค่พ่นลมอธิษฐานเงียบๆ ขอไม่ให้อาจารย์ของผมตั้งคำถามใดๆ ถามกับผม เพราะผมพลิกหน้า (หนังสือ) เหมือนเป็นเครื่องจักร ไม่ได้สนใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่. ลองคิดย้อนกลับไปดูแล้ว มันก็แสดงพฤติกรรมธรรมดาๆ. ถึงแม้มันจะไม่ใช่สิ่งที่ดีนักที่จะทำ , และมันก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเกรดผมถึงได้น่าหนักใจเป็นพิเศษ, จะยังไงก็ตามมันก็เป็นกันทั่วๆ ไปแหละ. ต้องกลัวกับสิ่งยากลำบากต่างๆ ที่ผมต้องทำหลังเลิกเรียน ผมเลยควบคุมตัวเองให้คิดถึงผลการเรียนที่ย่ำแย่ของทานิกุจิ เอามาเทียบกับของผม. นี่ ให้ผมได้พักบ้างสิ.


I placed my textbooks in my desk’s drawer, knowing that they would very well gather dust in my room anyway. My bag felt remarkably lighter, as I made my way out of the class room. Just then, Taniguchi, who was on class duty, patted my shoulder and said,

ผมเก็บหนังสือเรียนทั้งหลายใส่ไว้ในโต๊ะผม เพราะรู้ว่าถึงเอากลับไปที่ห้องผม มันก็คงกองสุมให้เปื้อนฝุ่นเปล่าๆ. กระเป๋าของผมเลยเบามากอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ผมกำลังจะออกจากห้องเรียน. ทันใดนั้นเอง ทานิกุจิ ซึ่งมีหน้าที่ในห้องเรียน ก็ตบไหล่ผมเบาๆ และพูด,


“Yo, Kyon.”

"ไง คิยอน. "


For some reason, Taniguchi looked at me with eyes that had seemed to have lost their light. I didn’t have the time to be fooling around with him. Asahina-san was waiting for me. If he understood what I was feeling, he would have let me go.

ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทานิกุจิมองที่ผมด้วยดวงตาที่ดูจะไม่ค่อยสดใสนัก. ผมไม่มีเวลาจะมาเสียเปล่ากับเขาหรอก. อาซาฮินะกำลังรอผมอยู่. ถ้าเขาเข้าใจความรู้สึกผม เขาน่าจะปล่อยให้ผมไป.


But Taniguchi stood there as if blocking the door, and pointed the broom he was holding towards me.

แต่ทานิกุจิกลับยืนอยู่นี่เหมือนกำลังขวางประตูไว้ และชี้ไม้กวาดที่เขาถืออยู่ มาทางผม.


“How I admire you.”

"ผมล่ะเลื่อมใสนายจัง. "


There was an air of spite in his voice. I racked my brain as I thought of what could have possibly inspired his admiration. I couldn’t find anything.

มีความเคืองอยู่ในน้ำเสียงของเขา. ผมพยายามคิดว่าอะไรเป็นสาเหตุชักนำให้เขารู้สึกเลื่อมใสได้. แต่ผมก็คิดอะไรไม่ออก.


“Is that so.” Taniguchi replied slowly, and sighed.

"งั้นเหรอ. " ทานิกุจิตอบเบาๆ และถอนใจ.


I wonder if Haruhi’s melancholy had affected Taniguchi, too. Maybe it was some kind of sickness that could be transferred via the air.

ผมสงสัยว่าความหม่นหมองของฮารุฮิไปมีผลต่อทานิกุจิด้วยหรือเปล่า. บางทีมันอาจจะเป็นไข้บางอย่าง ที่สามารถติดต่อผ่านทางอากาศ.


“Hey, Taniguchi.”

"นี่ ทานิกุจิ. "


Kunikida suddenly appeared and stared at Taniguchi’s face.

อยู่ๆ คุนิคิดะ ก็โผล่มาและจ้องที่หน้าของทานิกุจิ.


“You look like someone who just got dumped by his girlfriend, looking very depressed lately. What’s the matter? Don’t tell me you two really did break up.”

"นายทำท่าเหมือนกับคนที่โดนแฟนทิ้งงั้นล่ะ ท่าทางห่อเหี่ยวมากเลยนะหลังๆ นี้. มีอะไรงั้นเหรอ ? อย่าบอกผมนะ ว่านายอกหักจริงๆ. "


Kunikida asked while busy operating the vacuum cleaner.

คุนิคิดะถาม ขณะที่กำลังวุ่นกับเครื่องดูดฝุ่น.


“Is that so, is that so…”

"งั้นเหรอ งั้นเหรอ... "


I smiled as I patted Taniguchi’s back. Speaking of his girlfriend, I heard it was some girl from Kouyouen he got to know during Christmas. Unfortunately, I was busy eating Haruhi’s hot pot during Christmas, so too bad, Taniguchi.

ผมยิ้มพร้อมกับตบหลังทานิกุจิเบาๆ. พูดถึงแฟนของเขา, ผมเคยได้ยินว่าเป็นสาวจากโรงเรียนโคโยเอ็น ที่เขาไปรู้จักในช่วงคริสมาต. โชคไม่ค่อยดี ผมยุ่งอยู่กับการกินหม้อไฟของฮารุฮิในช่วงคริสมาต มันแย่หน่อยนะ ทานิกุจิ.


“Seeing your face, it looks like you got dumped. I see, I see.”

"ดูหน้านายแล้ว มันก็เหมือนว่านายโดนทิ้ง. รู้ละ ๆ. "


“This can’t be.”

"ไม่น่าเป็นแบบนี้. "


My friend, who had obviously been fishing for sympathy earlier on, put on another depressed face as the broom fell from his hands. It was painfully clear that he was still very sad.

เพื่อนของผม ผู้ซึ่งชัดเจนว่าเมื่อครู่ได้เรียกร้องความเห็นใจ ได้เปลี่ยนสีหน้าหดหู่เป็นอีกแบบ พร้อมกับปล่อยไม้กวาดร่วงหล่นจากมือของเขา. มันแจ่มแจ้งอย่างน่าปวดร้าวว่าเขายังเสียใจมากอยู่.


“You should get going, you’re disturbing my cleaning.”

"นายไปซะเถอะนะ รบกวนการทำความสะอาดของผมนะ. "


Kunikida forced out a sympathetic smile.

คุนิคิดะฝืนยิ้มเห็นใจ.


“Even if it hurts, I’m sure that it’s only a matter of time, Taniguchi. Pardon me for being honest, but even though I never once met your girlfriend, from your words I could tell that she wasn’t really serious from the start.”

"ถึงว่ามันจะเจ็บปวด ผมก็มั่นใจว่ามันแค่ช่วงหนึ่งเท่านั้นแหละ ทานิกุจิ. โทษทีนะ ที่ผมตรงไปหน่อย แต่ถึงแม้ผมจะไม่เคยเจอแฟนนายสักครั้ง จากคำพูดต่างๆ ของนาย ผมบอกได้เลยว่าเธอไม่ได้จริงจังเท่าไรตั้งแต่แรกแล้วล่ะ. "


“How could you know if the both of you have never met? Oh, forget it. It’s not like I was expecting you to understand anyway---”

"นายจะรู้ได้ไง ถ้าทั้งคู่ไม่เคยเจอกัน ? ช่างมันเหอะ. ผมก็ไม่คิดว่านายจะเข้าใจมันหรอก~~"


“Truthfully speaking, don’t you think it’s a bit too weird to become lovers before the two of you even started off as friends?”

"พูดตามตรงนะ นายไม่คิดว่ามันแปลกเหรอ ที่จะเป็นแฟนกันก่อนที่พวกนายทั้งสองจะเป็นเพื่อนกันซะอีก ? "


“Bah, don’t mention this anymore. I really want to get over it as soon as possible.”

"เชอะ ไม่ต้องพูดเรื่องนี้แล้ว. ผมอยากจะผ่านพ้นมันให้เร็วที่สุด. "


I really wanted to stay, just to see how a typical high school drama unfolds in real life. Unfortunately for me, real life does not permit me to stay here any longer, and I needed to take my leave soon.

จริงๆ ผมยังอยากจะอยู่ต่อ เพื่อดูว่าละคร ม ปลาย ที่เกิดกับชีวิตจริงเรื่องนี้มันจะเป็นยังไง. แต่โชคไม่ดีสำหรับผม ที่ชีวิตจริงไม่ยอมให้ผมอยู่ที่นี่นานไปกว่านี้ และผมจำเป็นต้องจากไปแล้ว.


“Oh well, don’t think about it too much. A good lad like you will surely meet a fine lass one of these days. Until then, just be patient!”

"เอาน่า อย่าคิดมากเลย. เพื่อนดีๆ อย่างนาย น่ะแน่นอนว่าต้องเจอสาวดีๆ เข้าสักวัน. ก่อนนั้น ก็อดทนไว้ ! "


After making my statement, I hurried out of the classroom before Taniguchi could think of a reply. At least I tried to console him. I’m not that kind of guy that would make fun of someone who’s just got dumped. Truthfully speaking, I really sympathize with you, but at the same time, I’m relieved to see one of my good buddies once again come back to accompany me at the starting line. Let’s try harder in the future, okay?

หลังจากกล่าวไป ผมก็รีบออกจากห้องเรียนก่อนที่ทานิกุจิจะคิดคำตอบออกมา. อย่างน้อยผมก็พยายามจะปลอบใจเจา. ผมไม่ใช่คนประเภทที่จะเล่นสนุกกับใครสักคนที่เพิ่งโดนทิ้งมา. พูดตามตรงนะ ผมเห็นใจนายจริงๆ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็โล่งใจที่เห็นคู่หูแสนดีคนหนึ่งกลับมาร่วมกับผม ที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง. ในอนาคตก็พยายามให้หนักกว่านี้หน่อยแล้วกัน ตกลงไหม ?


But why did he admire me so?

แต่นายจะเลื่อมใสผมทำไมล่ะ ?


As I opened my shoe locker, I suddenly thought of many things. If Taniguchi’s melancholy was due to love, could the same thing be said for Haruhi too? If Taniguchi was acting all melancholic because of the end of his love life, could Haruhi be acting the same due to her lack of one?

ขณะที่ผมเปิดตู้เก็บรองเท้าของผม จู่ๆ ผมก็คิดในหลายๆ เรื่อง. ถ้าความหม่นหมองของทานิกุจิเกิดขึ้นเพราะความรัก แล้วแบบเดียวกันนี้ เกิดกับฮารุฮิด้วยไหม ? ถ้าการกระทำที่หม่นหมองต่างๆ ของทานิกุจิ เป็นเพราะชีวิตรักของเขาสิ้นสุดลง การกระทำของฮารุฮิที่คล้ายกันนั้น จะเป็นเพราะเธอไม่มีรักเลยหรือเปล่า ?


Thinking about this, I suddenly felt scared, before I laughed out loud to myself.

คิดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว อยู่ๆ ผมก็รู้สึกกลัว ก่อนที่ผมจะหัวเราะออกมาดังๆ กับตัวเอง.


“Impossible.”

"เป็นไปไม่ได้น่า. "


Thinking that Haruhi’s melancholy was due to love problems was just plain stupid. The possibility of that happening was roughly equal to me being selected to join the national baseball league. And even if it did happen, I wouldn’t be happy, just like the current situation. Even if it was totally unrelated to my current problems, I wanted to know what Haruhi was really thinking. It was hard to imagine a world without Haruhi, who was presumably sulking alone in the club room beside the heater right now.

คิดว่าอาการหม่นหมองของฮารุฮิเกิดขึ้นเพราะปัญหาเรื่องรักๆ มันช่างงี่เง่าสิ้นดี. ความเป็นไปได้ที่มันจะเป็นแบบนั้นก็ช่างยากพอๆ กับที่ตัวผมจะโดนเลือกให้เข้าร่วมลีกเบสบอลระดับชาติ. และถึงมันจะเป็นแบบนั้น, ผมก็คงไม่มีความสุขเท่าไร, ก็เหมือนกับสถานการณ์ในตอนนี้แหละ. ถึงแม้มันจะไม่สัมพันธ์กับปัญหาปัจจุบันของผมเลยสักนิด แต่ผมก็อยากรู้ว่าฮารุฮิกำลังคิดอะไรอยู่จริงๆ. มันช่างยากที่จะจินตนาการถึงโลกที่ปราศจากฮารุฮิ ผู้ซึ่งน่าจะกำลังบูดบึ้งไม่พูดไม่จาอยู่คนเดียวข้างๆ เครื่องทำความอุ่นในห้องชมรมในตอนนี้.


“Just forget it.”

"ช่างมันก่อนเถอะ. "


Now’s not the time to be thinking of such things. I mean, it’s Haruhi we’re talking about. She’ll be okay in no time. If she knew about our treasure hunt, she’d be in high spirits instantly. Since I already knew what was going to happen, there was no need to worry anymore. Nor was there any need to try to find out any further. Because there was always the possibility of making a mistake, and endangering the entire SOS Brigade in the process. Just like a harmless germ, if exposed to laser radiation, it might very well mutate into some life-threatening organism. Even though I could learn a lot from this specific “germ”, the risks of it mutating were too high, and therefore I decided it was best to leave it alone. Was it the right choice to play it safe, or a foolish decision to forsake the opportunity to find out more? There’s only a blurry line between what’s right and what’s wrong.

ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะไปคิดเรื่องต่างๆ เหล่านั้น. ผมหมายความว่า ตอนนี้พวกเรากำลังพูดถึงฮารุฮิอยู่. เธอจะเรียบร้อยดีในอีกไม่นานหรอก. ถ้าเธอได้รู้เกี่ยวกับการล่าขุมทรัพย์ของพวกเรา เธอจะมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที. เพราะผมรู้อยู่แล้วว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น มันก็เลยไม่จำเป็นต้องไปวิตกอีกต่อไป. และไม่จำเป็นต้องไปหาสาเหตุอีกแล้วด้วย. เพราะมันมีความเป็นไปได้เสมอที่จะก่อให้เกิดความผิดพลาดขึ้น และจะทำให้กลุ่ม SOS ทั้งหมดตกอยู่ในอันตราย. ก็เหมือนกับเชื้อโรคที่ปราศจากอันตรายใดๆ เชื้อโรคหนึ่ง ถ้ามันโดนรังสีเลเซอร์ มันก็จะกลายพันธ์ไปเป็นสิ่งมีชีวิตที่คุกคามต่อชีวิตได้. ถึงแม้ว่าผมจะเริ่มรู้รูปแบบเฉพาะของ "เชื้อโรค" นี้แล้ว, ความเสี่ยงของการกลายพันธ์ก็ยังสูงมาก, และดังนั้น ผมเลยตัดสินใจว่ามันเป็นจะดีที่สุด ถ้าจะปล่อยมันไว้เฉยๆ. ทางเลือกที่ถูกต้องก็คือเล่นให้ปลอดภัยไว้ หรือเป็นการตัดสินใจโง่ๆ ที่ทอดทิ้งโอกาสที่จะค้นหาความจริงกันนะ ? มันมีแค่เส้นจางๆ อยู่ระหว่างความถูก และความผิด.


“I’ll just do what I can for the future before me, before worrying about the distant future.”

"ผมแค่ทำในสิ่งที่ผมทำได้ สำหรับอนาคตต่อหน้าผม ก่อนที่จะไปกังวลกับอนาคตไกลๆ. "


Someone once said that the only thing certain about the future is the uncertainty it brings. But for me, there was something sure about the future, and that was that Asahina-san existed, and therefore so did the future.

ใครบางคนเคยบอกว่า สิ่งเดียวที่แน่นอนสำหรับอนาคตก็คือ มันนำเอาสิ่งที่ไม่แน่นอนต่างๆ มา. แต่สำหรับตัวผม, มีอยู่อย่างหนึ่งที่มั่นใจเกี่ยวกับอนาคต นั่นก็คือการคงอยู่ของอาซาฮินะ , และนั่นก็หมายถึงอนาคตด้วย.


After returning home briefly, I got on to my trusty bike, and pedaled all the way to Tsuruya-san’s mansion.

หลังจากกลับถึงบ้านผมสักพัก ผมก็ขึ้นสู่จักรยานที่เชื่อใจได้ของผม และถีบมันไปยังคฤหาสถ์ของสซึรุยะ.


What I had in mind was to telephone Tsuruya-san’s house, and tell Asahina-san to come out and meet me. But since Tsuruya-san wasn’t home yet, things were a little tricky. I thought of asking one of Tsuruya-san’s maids to relay my message to Asahina-san, but after thinking that it would probably take a long time for me to get my message through, and an even longer time for them to relay it, I gave up upon the idea. Unable to decide, I finally telephoned the Tsuruya residence, and decided to just let the future play itself out.

สิ่งที่ผมคิดอยู่ ก็คือโทรไปที่บ้านสซึรุยะ และบอกให้อาซาฮินะออกมาเจอผมข้างนอก. แต่เพราะสซึรุยะยังไม่อยู่ที่บ้าน เรื่องก็เลยยากขึ้นนิดหน่อย. ผมคิดว่าจะขอให้สาวใช้สักคนของสซึรุยะช่วยบอกข้อความของผมให้อาซาฮินะ แต่หลังจากคิดว่า มันอาจจะเสียเวลานานกว่าที่ผมจะบอกข้อความออกไป และยิ่งนานขึ้น กว่าพวกเธอจะส่งข้อความให้ ผมเลยทิ้งความคิดนั้นไป. เมื่อตัดสินใจไม่ได้ ที่สุดผมก็เลยโทรไปที่บ้านพักของสซึรุยะ และตัดสินใจปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม (อนาคตมันเล่นบทของมันเอง) .


It was, as I expected, one of Tsuruya-san’s maids who picked up the phone. It seemed that Asahina-san was already expecting my call, as the maid didn’t ask any further question other than what my name was. Before I even said “Hello” to Asahina-san, she said, “I’ll go and meet you right away. Please wait for me”, as if totally understanding what I wanted to say. If she happened to become my secretary in the future, I’m sure she would display a great deal of potential.

มันเป็นไปตามที่ผมคาดไว้ สาวใช้คนหนึ่งของสซึรุยะเป็นคนรับสาย. ดูเหมือนว่าอาซาฮินะได้กะไว้ล่วงหน้าแล้วว่าผมจะโทรไป เพราะสาวใช้ไม่ได้ถามอะไรอื่นนอกจากชื่อผมเลย. ก่อนที่ผมจะทันพูด "หวัดดี" กับอาซาฮินะ เธอก็พูดว่า "ฉันจะออกไปเจอเธอทันทีเลย. รอฉันนะ.", และเหมือนจะเข้าใจไปซะหมดแล้วว่าผมต้องการจะพูดอะไร. นี่ถ้าในอนาคตเธอเกิดได้เป็นเลขาฯ ของผม ผมมั่นใจเลยว่าเธอจะแสดงความสามารถได้มากมายเลย.


Just like Tsuruya-san, Asahina-san was a respectable sempai. Instead of conveying everything through the phone, why shouldn't I just let Asahina-san read the message? That would save me a lot of time trying to explain to her the various symbols. Now why hadn’t I thought of that earlier?

ก็เหมือนสซึรุยะ, อาซาฮินะเป็นรุ่นพี่ที่น่ารักถือคนหนึ่ง. แทนที่จะสื่อสารทุกอย่างผ่านทางโทรศัพท์ ทำไมจะไม่ให้อาซาฮินะอ่านข้อความล่ะ ? นั่นน่าจะช่วยประหยัดเวลาให้ผมได้มาก แทนที่จะอธิบายสัญลักษณ์ต่างๆ ให้เธอ (ทางโทรศัพท์). ทำไมผมไม่คิดเรื่องนั้นก่อนนะ ?


Within my pockets were the said letter and a flashlight, just in case something happened. Because I had been to Tsuruya-san’s house too many times for me to remember, I instinctively knew where to go. Even though it wasn’t snowing, knowing the cold February, it would probably snow any time soon. While my ears and nose were turning numb from the cold winter wind, I continued to pedal furiously, until I finally reached Tsuruya-san’s house.

ในกระเป๋าของผมมีจดหมายฉบับที่ว่าและก็ไฟฉาย เผื่อไว้ในกรณีที่มีบางอย่างเกิดขึ้น. เพราะผมเคยมาที่บ้านสซึรุยะมาหลายครั้งแล้วเลยจำได้ ผมเลยรู้ได้โดยทันทีไม่ต้องคิด ว่าต้องไปทางไหน. และถึงแม้ว่าตอนนี้หิมะไม่ได้ตกอยู่ แต่เพราะเป็นกุมภาพันธ์ที่หนาวอยู่ มันก็เป็นไปได้ว่าหิมะจะตกเมื่อไหร่ก็ได้. ขณะที่หูและจมูกของผมเริ่มชาเพราะลมฤดูหนาว ผมก็ปั่นอย่างรุนแรง จนกระทั่งผมมาถึงบ้านสซึรุยะในที่สุด.


Asahina-san’s face emerged cautiously from between the doors.

ใบหน้าของอาซาฮินะโผล่ออกมาจากช่องประตู.


“Kyon-kun.”

"คิยอน. "


Asahina-san let out a relieved smile, as she stepped out from Tsuruya-san’s house. She wasn’t dressed in her sailor uniform like she was yesterday. Instead, she was dressed in long pants and a thick, furry jacket.

อาซาฮินะยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ ขณะที่เธอก้าวออกจากบ้านของสซึรุยะ. เธอไม่ได้อยู่ในชุดเครื่องแบบกลาสีของเธอเหมือนเมื่อวาน. เธอสวมอยู่ในกางเกงขายาวและเสื้อแจ็คแก็ตหนังขนสัตว์ตัวหนา.


“I borrowed some clothes from Tsuruya-san.”

"ฉันยืมชุดบางตัวจากสซึรุยะน่ะ. "


As if noticing my blank stare, Asahina-san tightened her collar, and said:

เหมือนจะรู้ถึงการจ้องมองของผม อาซาฮินะดึงคอเสื้อให้แน่นขึ้น และพูดว่า :


“Because I can’t go back home to retrieve my own clothes.”

"เพราะฉันกลับไปที่บ้านเพื่อเอาเสื้อของตัวเองไม่ได้. "


“So you have no memory of losing clothes?”

"เพราะเธอไม่มีความทรงจำเรื่องมีเสื้อผ้าหายไป ? "


I asked stupidly while sitting on my bike. It was painfully obvious, but that was all I could think of at that moment.

ผมถามโง่ๆ ออกไป ขณะที่ยังนั่งอยู่บนจักรยานของผม. มันก็แน่ชัดอยู่แล้ว แต่นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ผมคิดออกมาได้ ในตอนนั้น.


Asahina-san didn’t look too good, as